จำหน่ายดอกดาวเรือง ส่งตรงจากสวน คัดเกรดคุณภาพขายราคาส่ง-ปลีกอำเภอภูเวียง

Posted on Posted in Uncategorized

ดาวเรือง.com

จำหน่ายดอกดาวเรือง ส่งตรงจากสวน คัดเกรดคุณภาพขายราคาส่ง-ปลีก
โทร. 085-535-6994 093-525-5176 097-282-4524

จำหน่ายดอกดาวเรืองสด ปลีก-ส่ง ราคาส่ง ราคาย่อมเยา สั่งดอกไม้ ออเดอร์ต่างจังหวัด  มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ ราคาดอกไม้สด ในแต่ละวันจะไม่เท่ากัน ราคานี้เป็นราคาปลีก สำหรับการสั่งซื้อหน้าร้านและเว็บไซต์ หรือช่องทางออนไลน์ หากท่านต้องการสั่งซื้อจำนวนมาก ในราคาส่งสามารถเช็คราคาก่อนการสั่งซื้อ

ดาวเรืองคัดเกรด • ส่งตรงจากสวน • ราคาสมคุณภาพ • จัดส่งแบบมืออาชีพ

เช็คราคาก่อนการสั่งซื้อ

085-535-6994, 093-525-5176, 097-282-4524

ดอกดาวเรืองคัดเกรดพิเศษส่งตรงจากสวน

จำหน่ายดอกดาวเรืองคัดเกรด ราคาปลีก-ส่ง

085-535-6994, 093-525-5176, 097-282-4524

สั่งสินค้า-สอบถามรายละเอียด

จำหน่ายดอกดาวเรือง ส่งตรงจากสวน คัดเกรดคุณภาพขายราคาส่ง-ปลีก

085-535-6994  093-525-5176  097-282-4524

ดาวเรืองคัดเกรด • ส่งตรงจากสวน • ราคาสมคุณภาพ • จัดส่งแบบมืออาชีพ
อำเภอภูเวียง

คำขวัญ: ภูเวียงเมืองเก่า ศาลเจ้าจอมปากช่อง

พัทยาสองโสภิณ เกาะกุดหินหาดสวรรค์ ศรัทธามั่นหลวงปู่ธีร์ ชมวิถีถิ่นควายไทย

ที่ตั้งที่ว่าการ   ที่ว่าการอำเภอภูเวียง หมู่ที่ 3 ถนนภูเวียง-กุดฉิม ตำบลภูเวียง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น 40150

สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

ภูเวียง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น ท้องที่อาณาเขตเดิมของอำเภอภูเวียง ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอในปัจจุบัน คือ อำเภอชุมแพ อำเภอสีชมพู อำเภอเวียงเก่า อำเภอภูผาม่านอำเภอหนองนาคำ และบางส่วนของอำเภอหนองเรือซึ่งได้แบ่งแยกเขตการปกครองออกเรื่อยมา

ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอภูเวียงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอหนองนาคำ และอำเภอโนนสัง (จังหวัดหนองบัวลำภู)

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภออุบลรัตน์และอำเภอหนองเรือ

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอหนองเรือและอำเภอชุมแพ

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเวียงเก่า

ประวัติ

ภูเวียงเป็นเมืองเก่ามาแต่โบราณกาล  โดยจะเห็นได้ว่าเมื่อแรกตั้ง จังหวัดขอนแก่น มีเพียง 3 เมืองเท่านั้น คือ เมืองชนบท เมืองภูเวียง และเมืองขอนแก่น โดยที่เมืองภูเวียงเป็นเมืองที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก คนทั้งหลายมักจะเรียกเมืองภูเวียงว่าเป็น “หัวเมืองเอกฝ่ายตะวันตก”

ตามประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค ของอำเภอภูเวียง ปรากฏว่าเมืองประมาณ พ.ศ. 2300  มีพรานป่าคนหนึ่งชื่อสิงห์ ภายลังได้รับแต่งตั้งเป็น “กวนทิพย์มนตรี” ได้เข้าไปล่าเนื้อในเขาภูเวียง กวนทิพย์มนตรีเดิมอยู่บ้านข่าเชียงพิณ อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ได้เห็นในวงภูเวียงเป็นทีราบน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เป็นทำเลที่เหมาะสมแก่การทำมาหากิน จึงชักชวนพี่น้องเข้าไปตั้งหลักฐานบ้านเรือนครั้งแรก อพยพไปประมาณ 10 ครอบครัว ไปตั้งบ้านบริเวณบริเวณด่านช้างชุม เพราะที่ตรงนั้นมีโขลงช้างป่ามารวมกันมาก คือ บ้านเมืองเก่าในปัจจุบัน

ขณะนั้นพื้นแผ่นดินภูเวียงขึ้นกับประเทศลาว ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชของประเทศไทย เมื่อกวนทิพย์มนตรีไปตั้งบ้านเรือน ณ ดังกล่าวและต่อมามีประชาชนเมืองยโสธร นครจำปาศักดิ์ และนครเวียงจันทน์ เข้าไปอยู่จำนวนมาก บ้านเมืองก็ขยายออกไปหลายหมู่บ้าน ทางเจ้าเมืองเวียงจันทร์ได้แต่ตั้งให้กวนทิพย์มนตรีเป็นเจ้าเมืองภูเวียง ส่งผ้าขาวเป็นเครื่องบรรณาการแก่เมืองเวียงจันทน์

ต่อมากวนทิพย์มนตรีถึงแก่กรรม จึงตั้งท้าวศรีสุธอน้องชาย เป็นเจ้าเมืองแทน ในระหว่างนั้น พระวอพระตาเป็นกบฎต่อเมืองผู้ครองนครเวียงจันทน์  และได้หลบตัวมาอยู่ในเมืองโกมุทไสย์ (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) ต่อมาเจ้านครเวียงจันทน์สั่งให้ทหารจับพระวอพระตา เมื่อพระวอพระตารู้ตัวจึงหลบหนีไปอยู่ดอนมดแดงแขวงเมืองอุบลราชธานี เจ้านครเวียงจันทร์สั่งให้แม่ทัพคุมทหาร ติดตามไปจับพระวอพระตาประหารชีวิต ความทราบถึงพระเจ้าตากสินทราบพิโรธ เห็นเจ้านครเวียงจันทร์ดูหมิ่นพระเดชานุภาพ และรุกล้ำแดนไทย จึงส่งให้เจ้าพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และเจ้าพระยาสุรสีห์  (สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) สองพี่น้องยกทัพไปปราบเจ้านครเวียงจันทน์ ปรากฏว่าพระยาจักรีตีนครเวียงจันทน์แตก และเข้ายึดเมืองนครเวียงจันทน์ และหลวงพระบางไว้ได้ ต่อมาท้าวศรีสุธอเจ้าเมืองภูเวียง ซึ่งอยู่ในความปกครองของเจ้าผู้ปกครองนครเวียงจันทร์ไหวตัวทัน จึงยอมอ่อนน้อมต่อพระยาจักรี และพระยาจักรีจึงสั่งให้ท้าวศรีสุธอกลับไปเป็นเจ้าเมืองภูเวียงดังเดิม และให้ขึ้นกับเจ้าเมืองหนองคายซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ท้าวศรีสุธอถึงแก่กรรม ทางราชการได้แต่งตั้งเจ้าเมืองต่อจากท้าวศรีสุธอต่อมาอีก 2 คน เมื่อท้าวสุธอที่ 3 ถึงแก่กรรม พระศรีธงชัยเป็นเจ้าเมืองแทนเมื่องพระศรีธงชัยถึงแก่กรรม ข้าหลวงจันทร์มาซึ่งส่งมาจากหนองคายเป็นเจ้าเมืองแทน แล้วจึงยุบภูเวียงเป็นอำเภอ ขึ้นตรงต่อจังหวัดขอนแก่น เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2369

วันที่ 29 มีนาคม 2467 ยุบตำบลโนนคอม ไปรวมกับท้องที่ตำบลโนนหัน

วันที่ 13 มิถุนายน 2469 ยุบตำบลหนองขาม และตำบลเมืองเก่า และตั้ง เรียกรวมว่า ตำบลในเมือง

วันที่ 28 มกราคม 2484 ตั้งตำบลนาหว้า แยกออกจากตำบลหว้าทอง

วันที่ 8 สิงหาคม 2486 แยกตำบลชุมแพ ตำบลโนนหัน ตำบลศรีสุข และตำบลขัวเรียง อำเภอภูเวียง มาตั้งเป็น อำเภอชุมแพ

วันที่ 14 สิงหาคม 2494 ตั้งตำบลกุดขอนแก่น แยกออกจากตำบลโนนทอง และตำบลนาหว้า

วันที่ 15 กันยายน 2496 ตั้งตำบลกุดกว้าง แยกออกจากตำบลโนนทัน

วันที่ 3 สิงหาคม 2499 จัดตั้งสุขาภิบาลบ้านเรือ ในท้องที่บางส่วนของตำบลบ้านเรือ

วันที่ 23 ธันวาคม 2501 ตั้งตำบลนาชุมแสง แยกออกจากตำบลบ้านเรือ

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2503 เปลี่ยนแปลงเขตตำบลในท้องที่อำเภอภูเวียง (1,2,3)

(1) โอนพื้นที่หมู่ 6 บ้านหัวฝาย (ในขณะนั้น) ของตำบลโนนทัน ไปตั้งเป็นหมู่ 11 ของตำบลนาชุมแสง

(2) โอนพื้นที่หมู่ 13 บ้านถ้ำแข้ (ในขณะนั้น) ของตำบลโนนทอง ไปตั้งเป็นหมู่ 12 ของตำบลนาชุมแสง

(3) โอนพื้นที่หมู่ 15 ของตำบลหว้าทอง ไปตั้งเป็นหมู่ 22 ของตำบลบ้านเรือ

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2503 โอนพื้นที่ตำบลโนนทัน ตำบลโนนทอง และตำบลกุดกว้าง ของอำเภอภูเวียง ไปขึ้นกับกิ่งอำเภอหนองเรือ อำเภอเมืองขอนแก่น

วันที่ 22 กรกฎาคม 2512 ตั้งตำบลกุดธาตุ แยกออกจากตำบลบ้านโคก และตั้งตำบลเขาน้อย แยกออกจากตำบลในเมือง

วันที่ 13 ตุลาคม 2513 ตั้งตำบลหนองกุงธนสาร แยกออกจากตำบลบ้านเรือ

วันที่ 26 กันยายน 2515 ตั้งตำบลขนวน แยกออกจากตำบลบ้านโคก

วันที่ 26 สิงหาคม 2518 ตั้งตำบลหนองกุงเซิน แยกออกจากตำบลนาหว้า และตำบลกุดขอนแก่น

วันที่ 19 กันยายน 2521 ตั้งตำบลทุ่งชมพู แยกออกจากตำบลหว้าทอง

วันที่ 19 สิงหาคม 2523 ตั้งตำบลสงเปือย แยกออกจากตำบลนาชุมแสง

วันที่ 25 สิงหาคม 2530 ตั้งตำบลเมืองเก่าพัฒนา แยกออกจากตำบลเขาน้อย

วันที่ 31 สิงหาคม 2531 ตั้งตำบลดินดำ แยกออกจากตำบลหว้าทอง และทำให้ตำบลหว้าทอง เหลือเขตการปกครองเพียง 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ 1 บ้านหว้าทอง และหมู่ 2 บ้านพระบาท จึงให้โอนหมู่บ้านของตำบลทุ่งชมพูมาอยู่ในเขตการปกครองของตำบลหว้าทอง จำนวน 5 หมู่บ้าน (1,2,3,4,5)

(1) โอนพื้นที่หมู่ 10 บ้านห้วยบง (ในขณะนั้น) ของตำบลทุ่งชมพู ไปตั้งเป็นหมู่ 3 ของตำบลหว้าทอง

(2) โอนพื้นที่หมู่ 9 บ้านโคกกลาง (ในขณะนั้น) ของตำบลทุ่งชมพู ไปตั้งเป็นหมู่ 4 ของตำบลหว้าทอง

(3) โอนพื้นที่หมู่ 8 บ้านหนองผักแว่น (ในขณะนั้น) ของตำบลทุ่งชมพู ไปตั้งเป็นหมู่ 5 ของตำบลหว้าทอง

(4) โอนพื้นที่หมู่ 7 บ้านโป่งสัง (ในขณะนั้น) ของตำบลทุ่งชมพู ไปตั้งเป็นหมู่ 6 ของตำบลหว้าทอง

(5) โอนพื้นที่หมู่ 11 บ้านกุดหิน (ในขณะนั้น) ของตำบลทุ่งชมพู ไปตั้งเป็นหมู่ 7 ของตำบลหว้าทอง

(6) และให้โอนหมู่บ้านของตำบลหว้าทองมาอยู่ในเขตการปกครองของตำบลทุ่งชมพู จำนวน 1 หมู่บ้าน โดยโอนพื้นที่หมู่ 9 บ้านพระบาทโนนคูณ (ในขณะนั้น) ของตำบลหว้าทอง ไปตั้งเป็นหมู่ 8 ของตำบลทุ่งชมพู

วันที่ 16 กันยายน 2533 โอนพื้นที่หมู่ 5 บ้านหินร่อง และหมู่ 6 บ้านโนนสวรรค์ (ในขณะนั้น) ของตำบลในเมือง ไปขึ้นกับตำบลเมืองเก่าพัฒนา

วันที่ 3 ธันวาคม 2536 ตั้งตำบลภูเวียง แยกออกจากตำบลบ้านเรือ

วันที่ 26 พฤษภาคม 2537 แยกพื้นที่ตำบลกุดธาตุ ตำบลบ้านโคก และตำบลขนวน ของอำเภอภูเวียง มาตั้งเป็น กิ่งอำเภอหนองนาคำ ขึ้นกับอำเภอภูเวียง

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2542 เปลี่ยนแปลงชื่อสุขาภิบาลบ้านเรือ อำเภอภูเวียง เป็น สุขาภิบาลภูเวียง

วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยกฐานะจากสุขาภิบาลภูเวียง เป็น เทศบาลตำบลภูเวียงด้วยผลของกฎหมาย

วันที่ 16 พฤษภาคม 2549 แยกพื้นที่ตำบลในเมือง ตำบลเมืองเก่าพัฒนา และตำบลเขาน้อย ของอำเภอภูเวียง มาตั้งเป็น กิ่งอำเภอเวียงเก่า ขึ้นกับอำเภอภูเวียง

วันที่ 8 กันยายน 2550 ยกฐานะจากกิ่งอำเภอหนองนาคำ อำเภอภูเวียง และกิ่งอำเภอเวียงเก่า อำเภอภูเวียง เป็น อำเภอหนองนาคำ และอำเภอเวียงเก่า

การจัดตั้งเป็นจังหวัด

ภาพพื้นที่โครงการจัดตั้งจังหวัดภูเวียง แยกออกจากจังหวัดขอนแก่น

ประชาชนในพื้นที่ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2546 ให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดภูเวียง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อแยก อำเภอภูเวียง (ปัจจุบันแยกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภอภูเวียง และอำเภอเวียงเก่า) อำเภอชุมแพ อำเภอสีชมพู อำเภอหนองเรือ อำเภอภูผาม่าน และอำเภอหนองนาคำ รวมกันขึ้นเป็น จังหวัดภูเวียง โดยมีผู้เข้าชื่อเสนอร่างจำนวนประมาณ 70,000 คน ซึ่งเกินจำนวน 5 หมื่นคน ตามที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการพิจารณา

ก่อนหน้านี้ มึความพยายามผลักดันให้มีการก่อตั้งจังหวัดชุมแพ แต่เมื่อถึงขั้นตอนลงประชามติ พบว่ามีผู้ลงชื่อไม่ถึงจำนวน 5 หมื่นคน ทำให้ พรบ.จัดตั้งจังหวัดชุมแพตกไป ในเวลาต่อมาจึงได้มีความพยายามผลักดันให้อำเภอภูเวียงเป็นศูนย์กลางของจังหวัดใหม่อีกครั้ง